คณะนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าหลักสูตร ปปร.รุ่นที่24 ร่วมเปิดโรงงานใหม่และแสดงความยินดีกับนายสมชัย นันทาพิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัมเมอร์โซลูชั่น

คณะนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าหลักสูตร ปปร.รุ่นที่24 ร่วมเปิดโรงงานใหม่และแสดงความยินดีกับนายสมชัย นันทาพิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัมเมอร์โซลูชั่น

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานนักศึกษาปปร.24 ของสถาบันพระปกเกล้าพร้อมด้วย ดร. ชัยรัตน์ จำนงค์การ และนายสมเกียรติ กอไพศาลพร้อมด้วยคณะนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า(หลักสูตร ปปร.รุ่นที่24) ได้มาร่วมเปิดโรงงานและแสดงความยินดีกับนายสมชัย นันทาพิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัมเมอร์โซลูชั่น ได้เปิดโรงงานใหม่ในชื่อ บริษัท วีที วีแคร์ จำกัด เป็นโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย ซึ่งโรงงานตั้งอยู่อำเภอสามโคก จ.ปทุมธานี

ไม่จบง่าย!!! เจ้าของอาคารย่านสวนมะลิ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เข้าข่าย ม.157 กรณีสั่งทุบตึกที่มีการต่อเติมผิดแบบย่านสวนมะลิ

วันที่ 1 ก.พ.64 เวลา 10.00 น. ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ ทนายกระดูกเหล็ก ได้พาคุณสมชาย และคุณเพชรรัตน์ อุตมะวณิชย์ ผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของอาคารย่านสวนมะลิที่มีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจากผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เดินทางเข้ายื่นหนังสือให้ป.ป.ช. ตรวจสอบผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เข้าข่าย ม.157 กรณีสั่งทุบตึกที่มีการต่อเติมผิดแบบย่านสวนมะลิ โดยมิชอบ หลังจากที่คุณลุงสมชาย และคุณป้าเพชรรัตน์ อุตมะวณิชย์ ได้ออกมาร้องขอความเป็นธรรมในการไม่ให้เจ้าหน้าที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เข้ามารื้ออาคารดังกล่าว แต่ทางเจ้าหน้าที่เขตกลับไม่สนใจ ถือคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เข้ารื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่ศาลฎีกา( แผนกปกครอง) มีคำพิพากษาว่าคำสั่งของเขตป้องปรามฯ ที่ให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องมายื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 และวันที่ 10 มกราคม 2549 นายสมชาย อุตมะวณิชย์ และนางเพ็ชรรัตน์ อุตมะวณิชย์ 2 สามีภรรยา ได้ซื้ออาคาร 6 ชั้น เลขที่ 32, 34, 36 และ 38 ถนนยุคล 1 แขวงเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร จากนายฉัตรชัย เกียรติสุขสถิตย์ โดยไม่ทราบมาก่อนว่านายฉัตรชัยฯ มีข้อพิพาทในเรื่องอาคารข้างเคียงกับนายดําเกิง โอภาเฉลิมพันธุ์ อาคาร 6 ชั้น เลขที่ 54 และ 56 ถนนเฉลิมเขต 3 ฯ มาตั้งแต่ปี 2541 โดยนายดําเกิงฯ ได้ร้องเรียนต่อ ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นายฉัตรชัยฯว่า มีการต่อเติมอาคารเลขที่ 32, 34, 36 และ38 จากชั้น 4 เป็นชั้น 5 และชั้น 6 นายฉัตรชัยฯ ก็ได้ร้องเรียนนายดําเกิง ฯเช่นเดียวกันว่า มีการต่อเติมอาคารเลขที่ 54 และ 56 จากชั้น 4 เป็นชั้น 5 และชั้น 6 เช่นเดียวกัน

ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2542 ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ในขณะนั้นก็ได้มีคําสั่ง เลขที่ กท. ๙๐๗๗/๒๑๙๗ ให้รื้อถอนอาคารเลขที่ 54 และ 56 ชั้น 5 และชั้น 6 ของนายดําเกิงฯ และมีคําสั่งเลขที่ กท. ๙๐๗๗/๒๑๙๖ ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2542 , คําสั่งเลขที่ กท.๙๐๗๗/๑๕๐๔ ลงวันที่ 12 เมษายน 2542 ให้รื้อถอนอาคารเลขที่ 32, 34, 36 และ 38 ชั้น 5 และชั้น 6 ของนายฉัตรชัยฯ และต่อมาเมื่อนายสมชายฯและนางเพ็ชรรัตน์ฯ ได้ซื้อห้องดังกล่าวมาจากนายฉัตรชัยฯ โดยไม่ทราบถึงคําสั่งดังกล่าว ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ในขณะนั้น ก็ ได้ออกคําสั่งเลขที่กท.๔๑๐๓/๔๙๐๑ ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 และ คําสั่งเลขที่ กท.๔๑๐๓/๑๗๕๓ ลงวันที่ 29 มีนาคม 2549 ให้นายสมชายฯ และนางเพ็ชรรัตน์ฯ รื้อถอนอาคารดังกล่าว

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า อาคารเลขที่ 32, 34, 36, 38 ของนายฉัตรชัยฯ อาคารเลขที่ 54 และ 56 ของ นายดําเกิงฯ และอาคารอื่นๆอีก 27 คูหารวมเป็น 33 คูหา ดังกล่าว ที่มีอยู่แล้วในลักษณะอันเป็นการเพิ่ม น้ําหนักให้แก่อาคารนั้นมาก จึงต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตามมาตรา 6 ประกอบมาตร 7(2) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2479 แต่ปรากฏว่าอาคารเลขที่ 32, 34, 36, 38 ของนายฉัตรชัยฯ อาคารเลขที่ 54 และ 56 ของนายดําเกิงฯและอาคารอื่นๆ อีก 27 คูหา เจ้าของอาคารมิได้มีการขออนุญาตดัดแปลงหรือต่อเติมอาคารจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2479 แต่อย่างใด

เมื่ออาคารดังกล่าวทั้ง 33 คูหา มีการดัดแปลงในส่วนนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคารพ.ศ.2522 แต่เมื่อการดัดแปลงในส่วนนี้เกิดขึ้นก่อนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการ ก่อสร้างอาคารพ.ศ.2522 ใช้บังคับ จึงไม่ต้องห้ามตามข้อ 83 แห่งข้อบัญญัติดังกล่าว และถือว่าเป็นกรณีที่ สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ดังนั้น ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายต้องมีคําสั่งแจ้งให้นายฉัตรชัยฯ หรือนายดําเกิงฯ แก้ไขตามมาตรา ๓๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ.2522 เสียก่อน หากไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย จึงจะมีคําสั่งให้รื้อถอนอาคารที่มีการดัดแปลงในส่วนนี้ได้

ดังนั้นการที่ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีคําสั่งเลขที่ กท.๙๐๗๗/๒๑๙๗ ให้รื้อถอนอาคาร เลขที่ 54 และ 56 ชั้น 5 และชั้น 6 ของนายดําเกิงฯ และมีคําสั่งเลขที่ กท.๙๐๗๗/๒๑๙๖, คําสั่งเลขที่ กท. ๙๐๐๗/๑๕๐๔ ลงวันที่ 12 เมษายน 2542 ให้รื้อถอนอาคารเลขที่ 32, 34, 36 และ 38 ชั้น 5 และชั้น 6 ของนายฉัตรชัยฯ และมีคําสั่งเลขที่กท.๔๑๐๓/๔๙๐๑ ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2528 และ คําสั่งเลขที่ กท. ๔๑๐๓/๑๗๕๓ ลงวันที่ 29 มีนาคม 2549 ให้นายสมชายฯ และนางเพ็ชรรัตน์ฯ รื้อถอนอาคารชั้น 5 และชั้น 6 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ศาลฎีกาได้มีคําพิพากษาไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วคือ คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๔๕/๒๕๕๔ ระหว่าง นายดําเกิง โอภาเฉลิมพันธุ์ โจทก์ กับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๑, ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ที่ ๒, นายสถาพร สุรพงษ์พิทักษ์ ที่ ๓ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ๒๕๒๒ ที่ ๔ จําเลย

ต่อมาในวันที่ 19 มกราคม 2564 นายสมชายฯและนางเพ็ชรรัตน์ฯได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมธรรมต่อ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายขอให้เพิกถอนคําสั่งทั้ง 5 คําสั่งดังกล่าวและ ออกคําสั่งใหม่ให้แก้ไขให้ถูกต้อง

และต่อมาในวันที่ 22 มกราคม 2564 นายสมชายฯและนางเพ็ชรรัตน์ฯ ได้ยื่นคําร้องขอความเป็นธรรม (เพิ่มเติม)ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เพื่อทบทวนคําสั่งทางปกครอง ที่บังคับให้รื้อถอนอาคารด้วยการขอพิจารณาใหม่ กรณีมีพยานหลักฐานใหม่ตามนัยมาตรา 54 แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยให้เพิกถอนคําสั่งรื้อถอนอาคารของนายสมชายฯและนางเพ็ชรรัตน์ฯ อาคารเลขที่ 32 ถึง 38

แต่ปรากฏว่าผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายได้พูดว่า “ไม่สนใจคําร้องขอความเป็นธรรมของผู้ร้องที่ ๑ และผู้ร้องที่ ๒ ที่ยื่นมาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 และวันที่ 22 มกราคม 2564 ทั้ง 2 ฉบับ จะทําการรื้อถอนอย่างเดียวตามคําสั่งศาลปกครองสูงสุด และรอเพียงงบประมาณจากกรุงเทพมหานคร เท่านั้น และให้ผู้ ร้องที่ ๑ และผู้ร้องที่ ๒ มีโอกาสเลือกได้ 2 ทาง คือ 1.จะรื้อถอนเอง หรือ 2.จะให้ทางเขตทําการรื้อถอน หลังจากงบประมาณมา ส่วนที่ผู้ร้องที่ ๑ และผู้ร้องที่ ๒ ได้ยื่นคําร้องมาขอให้ตรวจสอบอาคารทั้งหมดรวม ทั้งหมด 33 คูหา ซึ่งก่อสร้างพร้อมกันเมื่อปี พ.ศ. 2507 และมีการสร้างชั้น 5 ถึงชั้น 6 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 นั้น ก็จะตรวจสอบให้แต่จะรื้อถอนอาคารผู้ร้องที่ ๑ และผู้ร้องที่ ๒ ก่อนแล้วถึงจะมีคําสั่งให้อาคารที่เหลืออีก 27 ห้อง ค่อยสั่งให้แก้ไข(ตามแบบ ค.๑)” จากคําพูดดังกล่าวของนายยุทธนา ป่าไม้ ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แสดงว่า นายยุทธนา ป่า ไม้ ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ไม่สนใจพิจารณาคําร้องขอความเป็นธรรมที่ผู้ร้องที่ ๑ และผู้ร้องที่ ๒ ได้ ยื่นไว้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 และวันที่ 22 มกราคม2564 แต่อย่างใด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรา 39 ทวิ, มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 และตามคําพิพากษาศาลฎีกา(แผนก คดีปกครอง) ที่ ๓๓๘๕/๒๕๕๔ ถือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ นายสมชายฯและนางเพ็ชรรัตน์ฯ

นอกจากนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้า พนักงานท้องถิ่นเจ้าของอํานาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และในฐานะผู้บังคับบัญชาผู้มอบอํานาจให้ผู้อํานวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายปฏิบัติราชการแทน มีหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการใช้อํานาจของผู้ใต้บังคับบัญชา ในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารต่อประชาชนด้วยความเสมอภาคและมีความชอบธรรม จากพยานหลักฐานใหม่และผลของคําพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวชี้ชัดว่า คําสั่งทั้ง 5 ฉบับ ดังกล่าว เป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากทราบแล้วไม่เพิกถอนคําสั่งดังกล่าว และมีคําสั่งใหม่ให้แก้ไขตามมาตรา 39 ทวิ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ก็ถือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงได้มายื่นหนังสือกล่าวโทษ ว่า นายยุทธนา ป่าไม้ ผู้อํานวยการเขตป้อม ปราบศัตรูพ่ายและพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต่อป.ป.ช.

หลังจากที่นายสมชายฯและนางเพ็ชรรัตน์ฯได้ยื่นหนังสือกล่าวโทษในวันนี้แล้ว ก็ยังไป ยื่นหนังสือถวายฎีกาพระเจ้าอยู่หัวฯในวันนี้อีกด้วย

ร่วมอาลัย “คุณสมหมาย รอดโพธิ์ทอง ” อดีตอุปนายกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย”

ร่วมอาลัย “คุณสมหมาย รอดโพธิ์ทอง ” อดีตอุปนายกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย”

ขอขอบคุณท่านคณะกรรมการบริหารสมาคม, ท่านที่ปรึกษา, และสมาชิก “สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.56ปี) ที่ได้ร่วมช่วยงานแก่ผู้วายชนม์ “คุณสมหมาย รอดโพธิ์ทอง ” อดีตอุปนายกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย”

วันพุธที่ 27 มกราคม 2564 โดยมีกำหนดการฌาปนกิจศพ เวลา 16.00 น. ณ วัดพืชอุดม

ตำบลพืชอุดม อำเภอลำลูกกา(คลอง13) จังหวัดปทุมธานี และได้เงินช่วยเหลือจำนวนเงิน “31,500 บาท” จากเราชาว สภท. ทั้งหมด 28 ท่าน โดยมอบเงินให้แก่ “คุณบังอร รอดโพธิ์ทอง (ภรรยา)” โดยรายชื่อผู้ร่วมทำบุญดังนี้…

1. คุณอนันต์ นิลมานนท์ 2,000 บาท

2. คุณเมฆงาม บัวเลียง 1,000 บาท

3. คุณธวัชชัย เฟื่องอนันต์ 200 บาท

4. คุณอรรถการ ตฤษณารังสี 2,000 บาท

5. ดร.พีรวัฒน์ สุรเศรษฐ 2,000 บาท

6. ดร.วิชา จุ้ยชุม 1,000 บาท

7. คุณปัญญ์ฐินี พงษ์เดชอารีกุล/สุ 1,000 บาท

8. คุณอลงกรณ์ พลบุตร 2,000 บาท

9. คุณชวนินทร์เพชรประดับ 500 บาท

10. คุณฐากูร คงมิ่ง 1,000 บาท

11. คุณพีรพล แสงสุนีย์ 1000 บาท

12. คุณบังอร ศกุนะสิงห์ 1,000 บาท

13. คุณบุญเลิศ พุทธเจริญ 2,000 บาท

14. ผศ.ดำรงค์ พรสุภัทร 1,000 บาท

15. ทนายธรากร ธนาชัยสุทธิ 1,000 บาท

16. พลโทมีชัย ห้องริ้ว 1,000 บาท

17. ท่านอธิบดียุทธนา หยิมการุณ 3,000 บาท

18. คุณรันต์ดร คงแสนคำ 500 บาท

19. คุณอริยา ขัติวงศ์ 1,000 บาท

20. คุณกวีพงษ์ ประเทืองสุขสาคร 1,000 บาท

21. คุณศุภเดช ธนูศร 300 บาท

22. คุณวันทนา วิริยะกุล 500 บาท

23. คุณกฤษติน นิลมานนท์/ไกด์ 500 บาท

24. คุณสุจิตรา แก้วเงิน 1000 บาท

25. คุณการุณ ตระกูลพุทธรักษา 1,000 บาท

26. คุณพลณนคร ธนพชรกนกภณ(น้อย) 500 บาท

27. คุณเสมอ-คุณอุมาลี บุญญาวัลย์ 2,000 บาท

28. คุณจรัสแสง ศิลานนท์ 500 บาท

ยอดรวมทั้งหมด 28 ท่าน ที่ร่วมทำบุญเป็นเงิน 31,500 บาท

พก. ร่วมกับสมาคมประชาคมคนตาบอดไทย จัดโครงการดีๆช่วยเหลือคนตาบอด สู้ภัยโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่

เปิดโครงการ “สมาคมประชาคมคนตาบอดไทยมอบแสงสว่างส่งพลังใจเพื่อคนตาบอดสู้ภัยโควิด 19” พก. ร่วมกับสมาคมประชาคมคนตาบอดไทย แถลงข่าวเปิดตัวโครงการช่วยเหลือคนตาบอด สู้ภัยโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 14.30 น. ณ อาคารศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD) ชั้น 1 บ้านราช วิถี กรุงเทพฯ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมกับสมาคมประชาคมคนตาบอดไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดโครงการ “สมาคม ประชาคมคนตาบอดไทย มอบแสงสว่าง ส่งพลังใจ ช่วยเหลือคนตาบอดสู้ภัยโควิด-19” เพื่อช่วยเหลือคนพิการทางการเห็น (คนตาบอด) ทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ระบาดระลอกใหม่ โดยมี นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวฯ และ นายพัฒน์ธนชัย สระกวี นายกสมาคมประชาคมคน ตาบอดไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการฯ พร้อมด้วย ผู้แทนคนพิการทางการเห็นในสาขาอาชีพต่างๆ ผู้ช่วยคนพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานแถลงข่าว

นางสาวสราญภัทรฯ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ (พก.) มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาคนและสังคมให้มีคุณภาพเต็มศักยภาพและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง สร้างเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมในทุกระดับ กับทุกภาคส่วน พัฒนาองค์ความรู้ ขีดความสามารถ และระบบการบริหารจัดการด้านการพัฒนาสังคมคนพิการ การจัดระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกัน และมีความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุ่งเน้นให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิของคนพิการร่วมกับภาคีเครือข่าย องค์กรด้านคนพิการตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้คนพิการสามารถ เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19 ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลกและประเทศ ไทย ซึ่งในกลุ่มคนพิการ โดยเฉพาะคนพิการทางการเห็น หรือ คนตาบอด ที่ต้องใช้ชีวิตยากลาบากขึ้นกว่าคนทั่วไป ทางกระทรวงฯ ได้ ตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้น และได้ร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ ในการที่จะช่วยเหลือเยียวยาคนพิการทุกคน ให้ดำรงตนอยู่ในสภาวการณ์ นี้ โดยนอกจากการช่วยเหลือบริการทางสังคมและสวัสดิการความช่วยเหลืออื่นจากรัฐแล้ว ยังได้ระดมความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคม และองค์กรภาคเอกชนอื่นๆ และในวันนี้ สมาคมประชาคมคนตาบอดไทย เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ได้ดำเนินโครงการ “สมาคมประชาคมคนตา บอดไทย มอบแสงสว่าง ส่งพลังใจ ช่วยเหลือคนตาบอดสู้ภัยโควิด 19” เพื่อช่วยเหลือคนพิการทางการเห็นทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก โรคระบาดโควิด-19 ที่มีการระบาดระลอกใหม่ ภายใต้มาตรการการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ภายในงาน ยังได้มีการสัมภาษณ์ตัวแทนคนพิการทางการเห็นที่ประกอบอาชีพในสาขาต่างๆ ได้แก่ นางมาตยา ล่อง กาศ หมอนวดคนตาบอด นายมนตรี บรรยาคา ศิลปินนักร้อง/นักดนตรีคนตาบอด นางสาวชญาณิชฐ์ สว่างพิภพ อาชีพจาหน่ายสลากกิน แบ่งรัฐบาล ได้บอกเล่าถึงผลกระทบในช่วงโรคระบาดโควิด-19 รวมไปถึงการปรับตัวในการใช้ชีวิตแบบ “New Normal” ในมุมมองและ ทัศนคติของคนตาบอดด้วย นอกจากนี้ยังมีเหล่าคนดังใจบุญ อาทิ พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล, นุชนาถ ระวีแสงสูรย์, ศศิวิมล ดารา รัตนโรจน์ และ ปิยะมาลา ดาริกาญจน์ มาร่วมงานพร้อมทั้งยังได้มอบถุงยังชีพ และเงินสมทบทุนให้กับสมาคมประชาคมคนตาบอดไทย เพื่อนาไปช่วยเหลือเยียวยาคนตาบอดที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด 19 ในครั้งนี้ด้วย

จากนั้น นายพัฒน์ธนชัย สระกวี นายกสมาคมประชาคมคนตาบอดไทย กล่าวว่า โครงการ “สมาคมประชาคมคนตาบอดไทย มอบแสงสว่าง ส่งพลังใจ ช่วยเหลือคนตาบอดสู้ภัยโควิด 19” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คาปรึกษาแนะนาเกี่ยวกับการปฏิบัติตน เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 แก่คนตาบอด ผู้ดูแลคนพิการ และครอบครัวของคนตาบอด และเพื่อระดมทุนทั้งเงินและสิ่งของไปช่วยเหลือ เยียวยาคนตาบอดที่ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) โครงการฯนี้ ได้ดำเนินการตามนโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมต่อการจัดสวัสดิการสังคม สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการร่วมบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือคน ตาบอดสู้ภัยโควิด-19

ท่านสามารถบริจาคโดยการโอนเงินผ่าน บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาเซ็นจูรี่ ประเภทออมทรัพย์ ชื่อบัญชี กองทุน ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนตาบอดในประเทศไทย หมายเลขบัญชี 481 – 0 – 14002 – 4 หรือบริจาคเป็นสิ่งของด้วยตนเอง หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ได้ที่ เลขที่ 63/374 บางใหญ่ซิตี้ ซอย 10/11 หมู่ 6 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140

ทั้งน้ีสอบถามรายละเอียดได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 089 994 6656 หรือ สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อรับข้อมูลข่าวสารของสมาคมฯ ผ่านไลน์ แอพพลิเคชั่นได้อีกด้วย

ประธานกตตร.จังหวัดนนท์ และนักศึกษาปปร. 24 ร่วมงานสวดอภิธรรม นาวาเอกประสิทธิ์ ต๊ะวิชัย

ประธานกตตร.จังหวัดนนท์ และนักศึกษาปปร. 24 ร่วมงานสวดอภิธรรม นาวาเอกประสิทธิ์ ต๊ะวิชัย

ดร.ชัยรัตน์ จํานงค์การ ประธานกตตร. จังหวัดนนท์ภาคประชาชน และนักศึกษาปปร. 24 ร่วมงาน สวดอภิธรรม นาวาเอกประสิทธิ์ ต๊ะวิชัย(บิดาของพล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย) ณ ศาลา 5/1 วัดตรีทศเทพวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานครฯ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อขยายผลสู่เชิงพาณิชย์และการเตรียมความพร้อมเครือข่ายหน่วยทดสอบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ โครงการ “การพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” ปีงบประมาณ 2564

กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัย

เกษตรศาสตร์ Kick Off กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อขยายผลสู่เชิงพาณิชย์และการเตรียมความพร้อมเครือข่ายหน่วยทดสอบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ตามโครงการ “การพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” ปีงบประมาณ 2564 ขึ้นในวันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564 ณ ห้องประชุมรวยสุข โรงแรมมารวยการ์เดนส์ กรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.เมธินี วงศ์วานิช รัมภกาภรณ์ ประธานหลักสูตร Entrepreneurship Education คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวหน้าโครงการ “พัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” ปีงบประมาณ 2564 กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2563 โดยในปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนานวัตกรรมต้นแบบในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ โดยบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการ SME จำนวน 5 บริษัท ส่วนในงบประมาณ 2564 นี้ จะมีการขยายผลนวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น หมายถึงคิดและผลิตโดยคนไทย ขายโดยคนไทย เพื่อทดแทนการนำเข้า รวมทั้งยังสามารถส่งออกได้ และมีการเตรียมความพร้อมเครือข่ายหน่วยทดสอบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ หรือ Co-Medical Lab ในประเทศไทยอีกด้วย

“กิจกรรมแรกในวันนี้ คือ การคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ 5 กิจการเข้ามาสู่วัตถุประสงค์ที่ 1 โดย 5 กิจการใหม่ จะพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ขึ้นมา การคัดเลือกผู้ประกอบการในวันนี้ จะมีผู้แทนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นกรรมการคัดเลือก โดยผู้ประกอบการรายเก่า ที่พัฒนานวัตกรรมเมื่อปีที่แล้วจะเข้าร่วมในวัตถุประสงค์ที่ 2 เป็นการขยายเครือข่ายให้ มากขึ้น”

รศ.ดร.เมธินี ยังกล่าวอีกว่า กิจกรรมหลังจากนี้จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญในหลายๆ ด้านเข้ามาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถพัฒนานวัตกรรม ต่อยอด และขยายผลไปสู่เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ด้านการสร้างมาตรฐานในการทดสอบ ด้านการเงินที่จะสนับสนุนธุรกิจ SME รวมทั้งด้านการตลาด และการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย

นายสุภเชษฐ์ จงธนากร กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทโย เมดิคอล อินสทรูเม้นท์ จำกัด ที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ในปี 2563 และได้พัฒนานวัตกรรมต้นแบบยูนิตทำฟันพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องปฎิบัติการทันตกรรมขึ้นมา บอกว่ายูนิตทำฟันนี้ผลิตจากพลาสติกประเภท ABS ที่มีความสวยงามและทำความสะอาดง่าย บางส่วนผลิตจากอลูมิเนียมอัลลอยที่มีความคงทนและปลอดภัย แต่ความโดดเด่นอยู่ที่นวัตกรรมยูนิตทำฟัน คือการติดตั้งระบบพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแบบซูเปอร์สเปรย์ ที่สามารถฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัสภายในห้องปฎิบัติการทันตกรรม ทำให้เป็นห้องปลอดเชื้อได้ภายในเวลา 10 นาที โดยนวัตกรรมนี้เป็นการคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก “ในเวลาทำฟันจะมีการกรอฟันและมีน้ำพ่นออกมาฟุ้งกระจายในอากาศ ถ้าคนที่ติดเชื้อโควิด-19 มาทำฟัน ก็จะทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายในห้องนั้นเป็นปริมาณมาก นวัตกรรมชิ้นนี้จะทำหน้าที่พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหลังจากคนไข้ทำฟันเสร็จแล้ว เพื่อทำให้ห้องนั้นเป็นห้องปลอดเชื้ออีกครั้ง”

นายสุภเชษฐ์ ยังเสริมอีกว่า หลังจากพัฒนานวัตกรรมชิ้นนี้แล้ว บริษัทยังได้นำน้ำยาฆ่าเชื้อนี้ไปตรวจสอบและได้รับการรับรองจากคณะวิทยาศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลว่า สามารถฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัสได้จริง รวมทั้งยังได้รับรางวัลนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำพื้นที่ภาคกลาง ประจำปี 2563 จากหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นการได้รับรางวัลร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะนี้ได้เริ่มจำหน่ายนวัตกรรมยูนิตทำฟันพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องปฎิบัติการทันตกรรมนี้ออกไปสู่ท้องตลาดบ้างแล้ว

ส่วนนายเกรียงไกร จองเจตจรุงพร กรรมการผู้จัดการบริษัท รองเท้าไท จำกัด ได้คิดค้นต้นแบบรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ เมื่อปีที่แล้ว นายเกรียงไกรกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง เพราะเป็นการนำขยะขวดพลาสติกใสหรือขวด PET มาผลิตเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันรองเท้าเพื่อสุขภาพมีราคาแพงหลักพันบาทขึ้นไป แต่รองเท้าเพื่อสุขภาพจากวัสดุรีไซเคิลนี้จะมีราคาถูกกว่ามากประมาณคู่ละ 450 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงรองเท้าเพื่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น

“รองเท้าเพื่อสุขภาพจะช่วยแก้ปัญหาคนที่มีอุ้งเท้าสูงและเท้าแบน ที่มักจะปวดส้นเท้าเวลาเดินและเมื่อยง่าย รองเท้าเพื่อสุขภาพจะมีการเสริมอุ้งเท้าให้ ทำให้เดินและยืนได้นานกว่าปกติ โดยรองเท้าที่ผลิตจากขวด PET นี้จะมีน้ำหนักเบา ป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ลดความอับชื้น ทำความสะอาดง่ายด้วยการล้างน้ำ รวมทั้งยังเป็นรองเท้ากันน้ำจากคุณสมบัติของพลาสติกอีกด้วย”

นายเกรียงไกรบอกอีกว่า นวัตกรรมนี้ผลิตขึ้นมาเป็นรองเท้านักเรียนก่อน โดยใช้ขวด PET 4 ขวด ต่อ 1 คู่ โดยในขณะนี้ได้มีการต่อยอดพัฒนาเป็นรองเท้าสุขภาพที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลเพื่อผู้สูงวัยอีกด้วย และจะเริ่มวางตลาดรองเท้านักเรียนเพื่อสุขภาพในเดือนมีนาคม 2564 นี้

นอกจากนี้นวัตกรรมรองเท้านักเรียนเพื่อสุขภาพใช้วัสดุในประเทศทั้งหมดโดยผลิตจากขยะขวดพลาสติกและพื้นเป็นยางพารา รวมทั้งจะเน้นให้เป็น Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน คือ เมื่อรองเท้าเก่าแล้วลูกค้าสามารถนำมาขายคืนเป็นส่วนลดในการซื้อรองเท้าคู่ใหม่ เพื่อให้บริษัทนำรองเท้าคู่นั้นกลับไป Recycle กลับมาเป็นรองเท้าคู่ใหม่ได้อีกครั้ง

ส่วนนายพนา ศรีพิมพ์ ที่ปรึกษาบริษัท คว็อลลิทิ อะเบรซิฟ โพรดักส์ จำกัด บอกว่า การเข้าร่วมโครงการฯ เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทได้พลิกผันจากการเป็นผู้ประกอบการ SME ที่ผลิตเพื่ออุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องบิน มาผลิตเพื่ออุตสาหกรรมเครื่องมือการแพทย์มากขึ้น โดยนวัตกรรมของบริษัทคือ เครื่องหยอดกาวล้อทรายมีแกน ที่เดิมก่อนร่วมโครงการฯ เคยใช้กาวอีพ็อกซี่ผสมซึ่งมีคุณสมบัติทนทานความร้อนได้ประมาณ 100 องศาเซลเซียส แต่ถ้านำไปขัดนานๆ ความร้อนเกินกว่านี้ ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือ ขัดงานที่มีประสิทธิภาพด้อยลง เมื่อได้เข้าร่วมโครงการฯ จึงได้พัฒนาต้นแบบโดยใช้กาวอีพ็อกซี่ คอมพาวด์ ซึ่งทนความร้อนได้สูงมากและการยึดเกาะดีขึ้น มีความปลอดภัยสูงมาก และขัดงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“หลักๆนวัตกรรมนี้จะใช้กับเครื่องมือทันตกรรมที่จะใช้วัสดุในการผลิตที่แข็งมาก ไม่สามารถใช้ผ้าทรายธรรมดาขัดได้ ต้องใช้ผ้าทรายขัดชนิดพิเศษที่บริษัทผลิต ซึ่งใช้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และการบิน เพราะอุตสาหกรรมการบินมักจะใช้วัสดุไทเทเนียมหรือนิกเกิลโครม ซึ่งเป็นโลหะที่แข็งมาก”

นายพนากล่าวอีกว่า ผ้าทรายที่ใช้ขัดไทเทเนียมได้มีเพียงไม่กี่แบรนด์ในโลก และผ้าทรายของบริษัทเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เขามองว่าการเข้าร่วมโครงการฯในปีนี้ จะช่วยให้สามารถต่อยอดนวัตกรรมของบริษัทได้มากขึ้น ด้วยการสร้างเครือข่ายกับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการแพทย์ที่จะได้เข้าร่วมเพิ่มในปีนี้

เจ้าอาวาสวัดลาดปลาเค้า จัดงานแถลงข่าวโครงการ “มอบข้าวถุง พยุงชีวิต” แบ่งปันความอิ่มเพื่อรอยยิ้มของประชาชนในยามลำบาก

เจ้าอาวาสวัดลาดปลาเค้า จัดงานแถลงข่าวโครงการ “มอบข้าวถุง พยุงชีวิต” แบ่งปันความอิ่มเพื่อรอยยิ้มของประชาชนในยามลำบาก

วันที่ 23 ม.ค.63 เวลา 13.00 น. พระมหาเขมานันท์ ปิยสีโล ป.ธ.9 เจ้าอาวาสวัดลาดปลาเค้าและเจ้าคณะเขตลาดพร้าว ได้จัดงานแถลงข่าวในโครงการช่วยเหลือชาวบ้าน มอบข้าวถุง พยุงชีวิต ให้ความอิ่มท้องเพื่อพี่น้องในยามยาก แบ่งปันความอิ่มเพื่อรอยยิ้มในความลำบาก น้ำใจจากผู้ใจบุญ เกื้อหนุนให้เป็นสุข โดยการแจกข้าวถุงๆละ 5 กิโลกรัมทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน

พระมหาเขมานันท์ กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้จัดขึ้นโดยมีกลุ่มเป้าหมายให้ประชาชนที่ลำบากในการดำเนินชีวิตในช่วงเวลานี้ได้มาลงทะเบียนเพื่อรอรับในวันที่แจกให้มารับที่วัดและคนป่วย ติดเตียง คนชราและคนยากจน คนอนาถาและไร้ที่พึ่ง

ท่านใจบุญสามารถเข้าร่วมบุญในโครงการนี้ได้โดยการจัดซื้อข้าวสารถุงละ100 บาทหรือจัดซื้อข้าวสารแล้วนำมาถวายที่วัดที่ศาลาถวายสังฆทาน วัดลาดปลาเค้า

อานิสงส์ของการถวายข้าวสาร จะส่งผลให้มีกินมีใช้ไม่ขาดแคลนในทุกภพทุกชาติและเชื่อว่าเป็นการแก้กรรมเก่าหนี้กรรมเก่าทำให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรื่อง ครอบครัวมั่นคง ทุกคนรักและสามัคคีกัน

เจ้าของกิจการธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถนำสิ่งของเครื่องใช้มาร่วมบุญโรงทานแจกข้าวสารในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 17.00 น. ได้ติดต่อได้ที่เจ้าอาวาสโดยตรงเบอร์ 085-1284459

คณะกต.ตร.จว.นนทบุรีและประธาน กต.ตร.กทม. เข้าอวยพรเนื่องในโอกาสปีใหม่ แก่ ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี

คณะกต.ตร.จว.นนทบุรีและประธาน กต.ตร.กทม. เข้าอวยพรเนื่องในโอกาสปีใหม่ แก่ ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี

วันพุธที่ 20 ม.ค. 64 เวลา 13.00 น. ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ให้การต้อนรับ พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผบก.ภ.จว. นนทบุรี พร้อมด้วยคณะกต.ตร.จว.นนทบุรีและที่ปรึกษากต.ตร.จว.นนทบุรี นำโดย ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ ประธาน กต.ตร.จว.นนทบุรี (ภาค ประชาชน) ,นายทวีศักดิ์ สุทิน นายสุรสีห์ ศรีอินทร์สุทธิ์ นายอุดมศักดิ์ โลหชิตพิทักษ์ นายอำพล แย้มเยื้อน นายพิทักษ์พงศ์ ปรุงเสริม นายอุรุยศ เอียสกุล นายปรเมศวร์ สิริเวชพันธุและนางสาวศศพักษณ์ ศิริสินโอฬาร ทั้งนี้ ยังมีดร.พีรวัฒน์ สุรเศรษฐ ประธาน กต.ตร.กทม.(ภาคประชาชน) ที่มาร่วมอวยพรเนื่องในโอกาสปีใหม่ ณ ศาลากลางจ.นนทบุรี โดยพร้อมเพรียงกัน

นายสมชาย และนางเพ็ชรรัตน์ อุตมะวณิชย์ เจ้าของตึกแถวย่านสวนมะลิ วอนขอความเป็นธรรมกรณีมีคำสั่งให้รื้อถอนตึกของตน ที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

นายสมชาย และนางเพ็ชรรัตน์ อุตมะวณิชย์ เจ้าของตึกแถวย่านสวนมะลิ วอนขอความเป็นธรรมกรณีมีคำสั่งให้รื้อถอนตึกของตน ที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

จากกรณีที่ลุงกับป้า ออกมาร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากเจ้าหน้าที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ถือคำสั่งศาลชั้นต้นเข้ารื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมอย่างไม่เป็นธรรม ล่าสุด ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช นำเจ้าของตึกย่านสวนมะลิ ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พร้อมทั้งเสนอให้รื้อตึกที่ก่อสร้างผิดแบบทั้ง 33 คูหา ด้วย

วันที่ 19 ม.ค.64 เวลา 12.00 น. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช พร้อมนายสมชาย และนางเพ็ชรรัตน์ อุตมะวณิชย์ เจ้าของอาคารย่านสวนมะลิ ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ นายยุทธนา ป่าไม้ ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พร้อมทั้งขอให้รื้อถอนอาคารที่มีการต่อเติมผิดแบบ ทั้ง 33 คูหา ภายในถนนยุคล1 แขวงเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย หลังจากทางสำนักงานเขตฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามารื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมในชั้น5 และชั้น6 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2563 แต่ในครั้งนั้นทางคุณลุงสมชาย และคุณป้าเพ็ชรรัตน์ ได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำพิจารณาจากศาลปกครอง จึงทำให้เจ้าหน้าที่ได้เลื่อนการรื้อถอนในวันดังกล่าวยืดระยะเวาออกไป ก่อนที่ทนายอนันต์ชัย จะพาทั้งคู่มายื่นหนังสือในวันนี้

โดยทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า ทางคุณลุงสมชาย และคุณป้าเพ็ชรรัตน์ ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากตนเองให้เข้ามาช่วยในเรื่องคดี หลังจากอาคารแห่งนี้มีข้อพิพาทกันระหว่างเจ้าของเก่า และเพื่อนบ้าน ในปี2542 โดยอาคารแห่งนี้ทั้งคู่ได้ซื้อจากเจ้าของเดิม ซึ่งในขณะนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยทั้งคู่ไม่ทราบเรื่องมาก่อนว่าอาคารที่ซื้อมานั้นมีคดีพิพาทกับคู่กรณีที่อยู่ข้างกัน โดยอาคารหลังดังกล่าวได้สร้างขึ้นเมื่อปี 2507 มีความสูง 6 ชั้น จำนวน 33 คูหา แต่ในแบบพิมพ์เขียวที่ยื่นให้ทางเขตตรวจนั้น มีแค่ 4 ชั้นเท่านั้น แต่เจ้าของเดิมที่สร้างอาคารนี้ ได้ต่อเติมผิดแบบตั้งแต่ปีดังกล่าว ก่อนที่คุณลุงสมชาย และคุณป้าเพ็ชรรัตน์ จะซื้อมาต่อในปี2548 จำนวน 4 คูหา ในอาคารเลขที่ 32 ,34 ,36 และ38 โดยทั้งคู่ไม่ได้ต่อเติมอาคารจากของเดิมเลย และเมื่อตรวจสอบจากภาพถ่ายทางอากาศก็แสดงให้เห็นว่าอาคารแห่งนี้ มีความสูงเท่ากันตลอดแนวทั้งหมด ซึ่งทำผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2479 ตามมาตรา 6 และมาตรา7(2) โดยเจ้าของเดิมไม่ได้ขออนุญาตดัดแปลง หรือต่อเติมอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่อย่างใด

ต่อมาในคดีนี้ทางศาลฎีกา ได้มีคำสั่งแจ้งให้เจ้าของอาคารเดิม และคู่กรณีแก้ไขตามมาตรา39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 หากไม่ทำตามคำสั่ง ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย จึงจะมีคำสั่งรื้อถอนอาคารที่มีการดัดแปลงในส่วนนี้ได้ แต่คำสั่งรื้อถอนของผู้อำนวยการเขตฯ คนเก่าที่ผ่านมา กลับมีคำสั่งข้ามขั้นตอนให้รื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงออก จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อนที่จะสืบเนื่องมาจนถึงการยื่นหนังสือในวันนี้

ด้านนายยุทธนา ป่าไม้ ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กล่าวว่า ตนเองขอชี้แจงว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล ส่วนในเรื่องที่จะต้องรื้อถอนอาคารของนายสมชาย และนางเพ็ชรรัตน์ นั้น ตนเองไม่อยากทำ และที่ผ่านมาก็ได้มีการพูดคุยมาโดยตลอด แต่เนื่องจากศาลมีคำสั่งมาแล้ว หากตนเองไม่ปฏิบัติตามก็จะผิดกฎหมายไปด้วย อย่างไรก็ตาม ตนเองพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่เลือกปฏิบัติกับใครทั้งนั้น หากตรวจพบการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิดด้วยเช่นกัน

ขณะที่ คุณลุงสมชาย และคุณป้าเพ็ชรรัตน์ ได้ยกมือไหว้ขอโทษผู้อำนวยการเขตฯ ที่ได้ล่วงเกินในสิ่งที่ผ่านมา และหลังจากนี้จะมอบอำนาจให้ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช เป็นทนายความในการต่อสู้ทางคดี โดยจะทำหนังสือไปยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด ภายในสัปดาห์นี้ต่อไป

จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี ร่วมมือ กับนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูงรุ่นที่ 24 ทำคลังสินค้าเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ช่วยเหลือเกษตรกรช่วงสถานการณ์ โควิด- 19

จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี ร่วมมือ กับนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูงรุ่นที่ 24 (ปปร.24) บ้านดุสิตสถาบันพระปกเกล้า ทำคลังสินค้าเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ช่วยเหลือเกษตรกรช่วงสถานการณ์ โควิด- 19 พร้อมเพิ่มศักยภาพที่จะนำสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภค

วันนี้( 18 ม.ค.64) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ เรื่อง การเข้าถึงเทคโนโลยีและการตลาดเกษตรกรออนไลน์ (เกษตรกรดิจิทัล) โดยมี ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ รองประธานนักศึกษา ปปร.รุ่นที่ 24และคณะฯ,ประธาน กต.ตร.จว.นนทบุรี (ภาคประชาชน) นายปรีชา บำรุงศรี เกษตรจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม สำหรับสินค้าเกษตรของจังหวัดนนทบุรี มีศักยภาพที่จะนำมาทำการตลาดหลายประเภท อาทิ ผัก ผลไม้ สินค้าแปรรูปต่างๆ การเข้าถึงช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ จึงช่วยทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้สะดวกและง่ายขึ้น การสร้างแบรนด์ การจดเครื่องหมายการค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้า รวมถึงการสร้างคอนเทนต์หรือสตอรี่ ล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายสินค้าได้และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง การสร้างทักษะ มุมมอง และประสบการณ์จากองค์กรชั้นนำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี ต้องเรียนรู้และไม่หยุดที่จะพัฒนา

นายปรีชา บำรุงศรี เกษตรจังหวัดนนทบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัด กำลังทำคลังข้อมูลสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากเกษตรกรรายย่อย, smart farmer ต่างๆ,กลุ่มส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่,วิสาหกิจชุมชน,กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและกลุ่มส่งเสริมอาชีพเกษตรกร โดยจะมีสินค้าต่างๆ ไม่น้อยกว่า 20 ชนิด ได้แก่ ข้าวและธัญพืช,ผักสด,ผลไม้สด,ไม้ดอกไม้ประดับ,อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม, สมุนไพรและเครื่องสำอาง, ผ้าและเครื่องแต่งกาย,หัตถกรรมและสิ่งประดิษฐ์อื่นๆโดยสินค้าต่างๆจะเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน ซึ่งผู้ซื้อสามารถเข้ามาเลือกซื้อจากหน้าเว็บไซต์สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี ได้โดยตรง โดยจะมีภาพสินค้าผู้ผลิต พร้อมรายละเอียดติดต่อไว้ให้

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น