พล.ต.ต. สุรพล เปรมบุตร รองผบช.ภ.1 – ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ ผู้ทรงคุณวุฒิ กต.ตร.ภ.1 พร้อมด้วยกัลยาณมิตรและประชาชนในพื้นที่ร่วมทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2563

พล.ต.ต. สุรพล เปรมบุตร รองผบช.ภ.1 – ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ ผู้ทรงคุณวุฒิ กต.ตร.ภ.1 พร้อมด้วยกัลยาณมิตรและประชาชนในพื้นที่ร่วมทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2563 เพื่อสร้างโบสถ์ ที่วัดวิมลภาวนาราม (สาขาวัดนาหลวง) จ.ปทุมธานี

วันที่ 24 ต.ค.เวลา 12.00 น. พล.ต.ต.สุรพล เปรมบุตร รองผบช.ภ.1 เป็นประธานในพิธีทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2563 ที่วัดวิมลภาวนาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผบก.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย รองผบก.จว.นนทบุรี ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ- นางรุจาภา คำจุมพล ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะที่ปรึกษา กต.ตร.ภ.1และภรรยา นายทวีศักดิ์ สุทิน นายอำนาจ เรืองสำราญ คณะกต.ตร.และที่ปรึกษาจังหวัดนนทบุรี คณะนักศึกษาปปร.รุ่นที่ 24 หม่ำ จกม๊ก ศิลปินดาราตลก กัลยาณมิตรประชาชนในเขตพื้นที่ใกล้เคียงและผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก มาเป็นเจ้าภาพร่วมทอดกฐินสามัคคี เพื่อนำปัจจัยมาสร้างโบสถ์ ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นสถานที่สังฆกรรมและปฎิบัติธรรมสงบเงียบและร่มรื่นทำให้ผู้มาปฏิบัติธรรมนั่งวิปัสสนาได้อยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง ในงานนี้ได้มีผู้มีจิตศรัทธามาเปิดโรงทานมีอาหารต่างๆและอาหารของคนในท้องถิ่น มาให้กับพี่น้องที่มาร่วมบุญได้รับประทานร่วมกัน
ทางอธิการสุขขี สุขิโต (เจ้าอาวาส)และทางคณะกรรมการของวัด ได้รวมปัจจัยที่เกิดขึ้นจากบริวารกฐินเพื่อมาสร้างโบสถ์ ชั้น 2 โดยยอดเงินจากกฐินสามัคคีปี 2563 ทั้งสิ้น จำนวน 1,999,999 บาท เพื่อนำมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้พุทธศาสนิกชน ต่อไป

บริษัท เคเจดับบลิว เซอร์วิส จำกัด ร่วมใจสร้างความดี ณ วัดบันได จ.พระนครศรีอยุธยา

บริษัท เคเจดับบลิว เซอร์วิส จำกัด ร่วมใจสร้างความดี ณ วัดบันได จ.พระนครศรีอยุธยา

วันที่ 23 ต.ค.63 เวลา 08.00 น. ที่ วัดบันได อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา บริษัท เคเจดับบลิว เซอร์วิส จำกัด ได้พาพนักงานของบริษัทมาทำความดี ล้างพื้นโบสถ์ ล้างศาลา ล้างห้องน้ำ เป็นต้น เนื่องในวันปิยมหาราช โดยทางคณะกรรมการวัดและผู้ใหญ่บ้านรู้สึกยินดี จึงขอขอบคุณทางบริษัท เคเจดับบลิว เซอร์วิส จำกัด และพนักงานทุกๆท่าน ที่ได้ร่วมสร้างบุญกุศลในครั้งนี้

จังหวัดร้อยเอ็ด จัดแถลงข่าวการจัดงานประเพณี “สมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป” ครั้งที่ 22 ประจำปี 2563

จังหวัดร้อยเอ็ด จัดแถลงข่าวการจัดงานประเพณี “สมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป” ครั้งที่ 22 ประจำปี 2563

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 เวลา 17.30 น.ที่ บริเวณท่าน้ำลอยพระประทีปพระราชทาน ริมบึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานการแถลงข่าวงานประเพณี “สมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป” จังหวัดร้อยเอ็ด ครั้งที่ 22 ประจำปี 2563 พร้อมด้วยนายมังกร ยนต์ตระกูล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานขอนแก่น และนายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมือง ร่วมแถลงข่าว โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา เทศมนตรีภาคเอกชน และนักเรียน นักศึกษาร่วมแถลงข่าว เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้งาน “สมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป” จังหวัดร้อยเอ็ด หรืองานประเพณีลอยกระทง ที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นการขอขมาพระแม่คงคาในคืนวันเพ็ญเดือน 12 ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 – 31 ตุลาคม 2563 เป็นปีที่ 22 ณ บึงพลาญชัย และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด งานลอยกระทงของจังหวัดร้อยเอ็ด บ่งบอกสัญลักษณ์และอัตลักษณ์ของภาคอีสานได้เป็นอย่างดี ในทุกปีมีกิจกรรมสำคัญประกอบด้วย พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง การประกวดกระทงประทีปใหญ่ การประกวดกระทงอนุรักษ์ธรรมชาติ การประกวดธิดาสาเกตนคร การประกวดรำวงสมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป และขบวนจำลองเหตุการณ์ขบวนแห่กระทงเมืองสาเกตนคร ฯลฯ

โดยในปีนี้ จังหวัดร้อยเอ็ดได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระประทีปส่วนพระองค์ ลงลอยเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พสกนิกรชาวร้อยเอ็ดทุกหมู่เหล่า และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานถ้วยรางวัลสำหรับการประกวดกระทงประทีปใหญ่ในครั้งนี้ด้วย

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดได้กล่าวเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสกับบรรยากาศงานลอยกระทงข้าวของจังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน และเชิญชมการแสดง แสง สี เสียง สื่อผสม ที่นำเสนอสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของจังหวัดร้อยเอ็ด ดังคำขวัญที่ว่า สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ ณ บึงพลาญชัย และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

/////

คมกฤช พวงศรีเคน ข่าว/ภาพ

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด

นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.55ปี) ร่วมฟังสวดพระอภิธรรมศพบิดาของผบก.สส.ภ.8

นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.55ปี) ร่วมฟังสวดพระอภิธรรมศพบิดาของผบก.สส.ภ.8

วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2563 พลตำรวจเอกภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา, พลตำรวจเอกปิยะ อุทาโย รอง ผบ.ตร., พลตำรวจโทมนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ปส., พลตำรวจโทเชษฐา โกมลวัฒนะ จตร.(หน.จต.) พร้อมเพื่อน นรต.รุ่น38 ร่วมฟังสวดพระอภิธรรมศพ สิบเอกวิชัย เลี่ยมสงวน บิดาของ พลตำรวจตรีนภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8 โดยมี พลตำรวจเอกวินัย ทองสอง อดีต รอง ผบ.ตร., พลตำรวจตรีประยนต์ ลาเสือ อดีต ผบก.สส.บช.น., พลตำรวจตรีวิชาญญ์วัชร์บริรักษ์กุล อดีต ผบก.น 1, นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.55ปี), นายธีระยุทธ ภู่พัฒน์ บก.อาวุโส นสพ. พิมพ์ไทย, นายธวัชชัย เฟื่องอนันต์ กรรมการสมาคม สภท.55ปี แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนร่วมฟังสวดอภิธรรม ณ วัดมกุฎกษัตริยารามราชวรวิหาร (ศาลา 10) ถ.ราชดำเนินนอกกรุงเทพมหานคร

#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท. 55 ปี)

#หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์

#ธวัชชัยเฟื่องอนันต์รายงาน

#T.Newsman007Online

พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2563 ของสภาผู้แทนราษฎร

 พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2563 ของสภาผู้แทนราษฎร

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2553 เวลา 14:00 น. ณ วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โดยมีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ พระอุโบสถวัดสุวรรณารามราชวรวิหาร ภายในงานมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรข้าราชการ พนักงานราชการ ผู้บริหารสำนักงาน พร้อมลูกจ้างและดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ ประธานบริษัท ที.เอส.จี.อินเตอร์การ์ดร่วมพิธีในครั้งนี้

หลังจากถวายผ้าพระกฐินพระราชทานเป็นที่เรียบร้อยแล้วประธานในพิธีได้มอบทุนการศึกษาและเงินสนับสนุนให้แก่

  1  โรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดสุวรรณาราม

 2 โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสุวรรณาราม

 3 โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม

 4 โรงเรียนวัดสุวรรณาราม

เสร็จพิธีมอบทุนการศึกษาประธานในพิธีและผู้ร่วมพิธีเดินไปยังพระวิหารเพื่อถวายพวงมาลัยบูชาพระพุทธรูปศิลา จากนั้นประธานได้เดินทางไปยังพระบรมราชาอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเพื่อวางพวงมาลัยถวายราชสักการะเพื่อเป็นศิริมงคลต่อไป

ผบช.ภ.1 และ ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ ที่ปรึกษา กต.ตร.ภ.1 ร่วม มอบสิ่งของ บำรุงขวัญ กำลังพลกองร้อยควบคุมฝูงชนในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1

นนทบุรี ผบช.ภ.1 ตรวจเยี่ยม คฝ.ภ.1 พร้อมมอบสิ่งของเป็นขวัญกำลังใจ

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 20 ต.ค.63 ที่บริเวณหน้ากองบังคับการตำรวจมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รองจเรตำรวจ (สบ7) พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.ณพล กลัดเข็มเพชร รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.เขมพัทธ์ โพธิพิทักษ์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี และดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ ประธาน กต.ตร.จว.นนทบุรี (ภาคประชาชน) พร้อมคณะกต.ตร.และที่ปรึกษากต.ตร.ภ.1 และภ.จว.นนทบุรี เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ กองร้อยควบคุมฝูงชน ในสังกัดตำรวจภูธรภาค ภาค 1 จำนวน 750 นายที่ผลัดเปลี่ยนเข้าประจำการปฎิบัติหน้าที่เข้าดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้กับนักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่ร่วมชุมนุมในกรุงเทพมหานคร หลังเข้าเยี่ยมทางคณะได้จัดเตรียมผลไม้ น้ำดื่ม พร้อมเงินจำนวนหนึ่งมอบเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติงาน

พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 ผบ.ตร. กล่าวว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ มีความห่วงใย จึงได้นำผลไม้ต่างๆ มาฝากให้กับกองร้อยที่ปฎิบัติหน้าที่แทนประชาชน โดยตนได้กำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายมาให้ดีที่สุด ทุกคนต้องรู้รักสามัคคีกัน และในวันนี้ได้คณะ กต.ตร.ภาค1 และกต.ตร.จังหวัดนนทบุรี มอบเงินให้เป็นน้ำใจเล็กน้อย หลังจากนี้จะมาเยี่ยมให้กำลังใจตลอดเพื่อให้ตำรวจ เพื่อมาสร้างขวัญและกำลังใจ ให้รู้สึกว่าเราไม่ทอดทิ้งกัน ลูกน้องทุกคนเหมือนลูกหลาน เหมือนพี่น้องกัน เขาจะได้ทำงานด้วยหัวใจ ฝากถึงประชาชนที่ร่วมชุมนุมตำรวจทำหน้าที่รักษาความสงบ ไม่ได้ไปทำร้ายใคร ตำรวจเข้าไปดูแลความสงบ ฝากให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำผิดพลาดประการใดต้องขอโทษด้วย ตำรวจไม่ได้มีเจตนาแค่เข้าไปทำหน้าที่ดูแลความสงบตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาเท่านั้น

ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ และเพื่อนนักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 24ได้ร่วมในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี2563

ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ และเพื่อนนักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 24ได้ร่วมในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2563

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานผ้าพระกฐินให้สถาบันพระปกเกล้าตามที่ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ พระอารามหลวง วัดพุทไทยสวรรค์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยมีนายวุฒิสาร ตันไขย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานในพิธีในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี พ.ศ.2563ภายในงานยังมีดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ และเพื่อนนักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 24ได้ร่วมในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2563 ในครั้งนี้

“วันตำรวจ ประจำปี 2563” ภ.1

“วันตำรวจ ประจำปี 2563” ภ.1

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 17 ต.ค.63) เวลา 08.19 น. พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 ประธานในพิธีฯ และคุณนฤมล บัวรับพร ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมคณะฯ, พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผบก.อก.ภ.1 และ พล.ต.ต.พลฑิต ไชยรส ผบก.สส.ภ.1 ร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หน้าวิหารพระพุทธโสธร สักการะพระภูมิเจ้าที่ และสักการะรูปหล่อ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ บริเวณชั้น 3 อาคาร ภ.1 เมื่อเวลา 08.55 น. ผบช.ภ.1 ประธานฯ วางพวงมาลาสักการะอนุสาวรีย์ผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน เนื่องในงาน “วันตำรวจ ประจำปี 2563” โดยมีพิธีมอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ข้าราชการตำรวจและพลเมืองดี ณ ลานหน้าอนุสาวรีย์ผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน จากนั้นเวลา 09.20 น. ผบช.ภ.1 ประธานในพิธีฯ คณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 และคณะผู้บังคับบัญชา ร่วมทอดผ้าบังสุกุล เข้าสู่พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ประเคนถวายเครื่องไทยธรรมและภัตตาหาร (ปิ่นโต) แด่พระสงฆ์ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.อก.ภ.1 และ บก.สส.ภ.1 เข้าร่วมพิธี ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1

3 รูปแบบหลักสูตรตอบคนทุก GEN หนทางรอดมหาวิทยาลัยยุคใหม่โดยรศ.ดร.ปรัชญา ชุ่มนาเสียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.)

3 รูปแบบหลักสูตรตอบคนทุก GEN หนทางรอดมหาวิทยาลัยยุคใหม่โดยรศ.ดร.ปรัชญา ชุ่มนาเสียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.)

3 รูปแบบหลักสูตรตอบคนทุก GEN หนทางรอดมหาวิทยาลัยยุคใหม่

ด้วยจำนวนเด็กที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ใบปริญญาอาจจะไม่สำคัญอีกต่อไป รวมถึงการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คน และการเกิดโรคระบาดอย่างโควิด-19 ล้วนเป็นสถานการณ์ที่กระตุ้นให้ “สถาบันอุดมศึกษา” ทุกแห่งต้องเร่งปรับโฉม พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการเรียนการสอนตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ 

รศ.ดร.ปรัชญา ชุ่มนาเสียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กเกิดใหม่ลดลง โดยทั่วโลกทุก 1 นาที จะมีเด็กเกิดใหม่ 140 คน ขณะที่ประเทศไทย ทุก 1 นาที จะมีเด็กเกิดใหม่ 1 คน ซึ่งการที่มีเด็กเกิดใหม่น้อยลงสะท้อนให้เห็นว่าวัยแรงงานลดลงเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นด้วยลักษณะของกลุ่มผู้เรียนในอนาคตจะมีความหลากหลาย GEN ทั้ง GEN X ,GEN Y และGEN Z ที่มีความต้องการต่างกัน รูปแบบการเรียนรู้ก็จะแตกต่างกัน โดยคนกลุ่ม Gen X และ Gen Y ต้องการเสริมสมรรถนะให้ตนเอง ส่วน Gen Y ซึ่งมีจำนวนประมาณ 19 ล้านคน ชอบความท้าทาย และกลุ่ม Gen Z จำนวนประมาณ 10 ล้านคน ต้องการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ สามารถปรับใช้ได้หลากหลาย ฉะนั้น การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิม 

“คนที่จะอยู่รอดในยุคปัจจุบันนี้ต้องมีทักษะมากกว่า 1 อย่าง ดังนั้น สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องทำและปรับตัว คือ ต้องมีการปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์วัยแรงงานและขยายตลาดผู้เรียนไปยังกลุ่มผู้สูงอายุ มีการ Reskill/Upskill พัฒนาหลักสูตรให้มีความน่าสนใจและองค์ความรู้ใหม่อยู่ตลอด แบบตั้งรับและเคลื่อนที่เร็ว อย่าง ม.รามคำแหงเป็นการเรียนแบบตลาดวิชา ทำให้นักศึกษาได้เลือกเรียนอย่างอิสระ และสอดคล้องกับงานที่เกิดขึ้นใหม่ ที่สำคัญต้องมีการพัฒนาทักษะ คุณภาพของนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตสายพันธุ์ใหม่ โดยมีการจัดทำหลักสูตรอิงสมรรถนะและทักษะ แบบเรียนเป็นชุดวิชา (Modules) แทนการเรียนทั้งสาขาวิชา เน้นการมีทักษะมากกว่าเน้นปริญญา และต้องเพิ่มหลักสูตรจากการเรียนรายวิชา เป็นการเรียนตามหัวข้อ สามารถขอเทียบโอนหน่วยกิตหรือขอใบรับรองได้” รศ.ดร.ปรัชญา กล่าว 

รศ.ดร.ปรัชญา กล่าวด้วยว่า มีความเป็นไปได้ว่านักศึกษาที่จบใหม่ในปี 2564 ที่มีมากกว่า 1.8 ล้านคน จะยังเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่ได้ในทันที และคาดว่าประมาณ 4-5 แสนคน อาจจะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เช่น ปริญญาโทหรือปริญญาตรีใบที่ 2 ในขณะที่หางานทำไปด้วย หรือเป็นฟรีแลนซ์งานอื่นๆไปด้วย รวมถึงกลุ่มคนที่ยังอยู่ใน Gen X, Y ที่ต้อง Reskill/Upskill หรือ หาทักษะใหม่ให้กับตนเองเพื่อเปลี่ยนสายงาน/สายอาชีพไปเลย ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับตัวให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยบูรณาการสิ่งที่มีอยู่เดิมและพัฒนาหลักสูตรใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน 

ขณะเดียวกัน จากเวทีสัมมนา Flagship Summit :Skills for the future ณ จุฬาลงกรณ์ วิทยาลัย ได้สรุปถึงงานในอีก 12ปี ข้างหน้า ว่า กว่า 80% ของงานที่มีในอนาคต ยังไม่ปรากฏในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่าอนาคตจะมีงานรูปแบบใหม่ เกิดขึ้นอีกมากมาย

รศ.ดร.ปรัชญา กล่าวต่อว่า สำหรับการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย ต้องเน้นเสริมสมรรถนะ ทักษะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีไม่สามารถเลียนแบบได้ ซึ่งในส่วนของมร.นั้น ได้มีการปรับตัวพัฒนาตนเองตลอดเวลา และหลังจากนี้จะมีการเพิ่ม Learning Skill และการเรียนแบบเพิ่มพูนทักษะด้วยการปฏิบัติจริงหรือ Active Learning การส่งเสริมการเรียนรู้จากของจริง (Learning experience) ให้ครอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์และสายสังคมศาสตร์ เช่น การไปฝึกงาน ในองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นต้น อีกทั้งต้องเพิ่มทักษะผู้บริหาร เพื่อตอบสนอง Human-machine Partnership เพราะแม้ว่า AI จะฉลาดเพียงใด แต่การตัดสินใจหลักยังคงต้องเป็นผู้บริหารที่เป็นผู้ตัดสินใจหลัก ต้องเรียนรู้การทำ Decision making

เมื่อเทรนด์การเรียนรู้ของผู้คนไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน และกลุ่มเป้าหมายผู้เรียนของมหาวิทยาลัยไม่ได้มีเพียงกลุ่มเด็กจบมัธยมศึกษาตอนปลาย รศ.ดรปรัชญา กล่าวอีกว่า การเกิดหลักสูตรใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างมาก โดยหลักสูตรแห่งอนาคตจะต้องมี 3 รูปแบบ ดังนี้ 

1. Formal Education เน้นหลักสูตร 4 ปี 5ปี (วิชาชีพ) หรือหลักสูตรต่อเนื่อง โดยออกแบบหลักสูตรตามจุดแข็งดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย และสร้างหลักสูตรสอดคล้องกับตลาดแรงงาน โดยพยายามนำสาขาวิชาในแต่ละคณะมาบูรณาการร่วมกันเพื่อสร้างหลักสูตรใหม่ อาทิ สาขาแพทย์แผนไทยร่วมกับสาขาคหกรรมศาตร์ กับสาขาเทคโนโลยีด้านอาหาร สร้างผลิตภัณฑ์อาหาร และยาจากพืชสมุนไพรไทย เป็นต้น

“การเรียนการสอนตอบโจทย์กลุ่มผู้เรียนตาม Gen Z เพื่อรองรับแนวโน้มของงานในอนาคต ต้องเป็นการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่มากกว่าตำรา หรือทฤษฎี และสามารถปรับใช้ได้อย่างหลากหลาย เด็กรุ่นใหม่ต้องมีทักษะมากกว่า 1 อย่าง ดังนั้น หลักสูตรใหม่เพื่อพัฒนาผู้เรียน ต้องเป็นหลักสูตร Formal Education เน้นหลักสูตร 4 ปี 5ปี(วิชาชีพ) หรือหลักสูตรต่อเนื่อง โดยออกแบบหลักสูตรตามจุดแข็งดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย และสร้างหลักสูตรที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน โดยพยายามนำสาขาวิชาในแต่ละคณะมาบูรณาการร่วมกัน สร้างหลักสูตรใหม่ จูงใจ นศ. Gen Z และตลาดแรงงาน อาทิ สาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ร่วมกับ สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ และ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างนักลงทุนระหว่างประเทศอย่างมืออาชีพ หรือ สาขาแพทย์แผนไทย ร่วมกับสาขาคหกรรมศาสตร์ กับสาขาเทคโนโลยีด้านอาหาร สร้างผลิตภัณฑ์อาหารและยาจากพืชสมุนไพรไทย หรือ สาขาแพทย์แผนไทย ร่วมกับ สาขาวิชาเคมี กับสาขาการเกษตร ผลิตเครื่องสำอางจากสมุนไพรไทย รวมถึงสาขาที่ขาดแคลนและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน เช่น ทัศนมาตรศาสตร์ที่มีจำนวนนักศึกษาที่สามารถออกสู่ตลาดแรงงานได้กว่า 90%” รศ.ดร.ปรัชญา กล่าว 

2.Non formal Education หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น ทั้งระบบ Online และ ระบบ Offline เพื่อตอบโจทย์ New Normal และ การเรียนที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้จริง ด้วยแนวคิดการเรียนรู้อย่างสนุกและสร้างงาน เช่น การสร้างยูทูปเบอร์, การขายของออนไลน์, Life Coach, Reviewer, นักการตลาดออนไลน์, เจ้าของธุรกิจ Start up เป็นต้น 

3. Informal Education หรือการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนทุกวัย ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นรูปแบบ Online หรือ MOOC (Massive Open Online Course) เพื่อต่อยอดเพิ่มพูนความรู้ ทักษะในอาชีพตามความถนัดและสนใจของกลุ่มเป้าหมาย

นอกจาก บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสร้างทุนมนุษย์แล้ว ยังต้องเป็นแหล่งพัฒนาศักยภาพของบัณฑิตเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนหรือพัฒนาชุมชน เพราะการบริการสังคม ร่วมกับชุมชนในการแก้ปัญหาท้องถิ่น สร้างงาน สร้างอาชีพแก่ชุมชน เป็นการฝึกให้นักศึกษามีความรับผิดชอบ พัฒนาทักษะการสื่อสาร มนุษย์สัมพันธ์ การทำงานเป็นทีมและการมีทักษะศตวรรษที่ 21 นอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียน

“มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การทำวิจัยชุมชน และนวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้บริการคนในชุมชนมีความสำคัญ เช่น การให้บริการความรู้ด้านแพทย์แผนไทย และสมุนไพร โดยมีการจัดตั้งศูนย์การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพที่รวบรวมองค์ความรู้ อาทิเช่น แพทย์แผนไทย ทัศนมาตรศาสตร์ รังสีเทคนิควิทยา ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุและการส่งเสริมสุขภาพกับประชาชนทั่วไป พร้อมกันนี้จะมีการปรับให้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางพัฒนาประจำจังหวัด โดยร่วมกับ นศ.ที่ออกค่ายอาสา เพื่อพัฒนาชุมชนอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายที่การพัฒนาไปพร้อมกับชุมชน และมีความยั่งยืน จัดทำศูนย์อบรมระยะสั้น การพัฒนาการเรียนรู้ ตามความต้องการ (Need Assessment) ความจำเป็นที่ต้องการการที่เรียนรู้ตามสาขาวิชาชีพ ความถนัด ทักษะที่ต้องการ ทั้งหมดนี้ ต้องเป็นบทบาทของมหาวิทยาลัยยุคใหม่ที่ไม่ได้มองเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ต้องเป็นที่พึ่งและแหล่งอบรม เรียนรู้ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตแก่ผู้คนทุกกลุ่ม” รศ.ดร.ปรัชญา กล่าว

ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ และเพื่อนนักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 24 ร่วมบริจาคจตุปัจจัยจำนวนเงิน 100,000 บาท ในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2563

ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ และเพื่อนนักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 24 ร่วมบริจาคจตุปัจจัยจำนวนเงิน 100,000 บาท ในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2563 โดยมีนายวุฒิสาร ตันไขย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อาคารรัฐประศาสนภักดีชั้น5 ฝั่งทิศใต้

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น